Home ZTVz - travel ครั้งหนึ่งที่บึงกาฬ ลัดเลาะ เรียบริมโขง สัมผัสวิถีชีวิตชุมชน

ครั้งหนึ่งที่บึงกาฬ ลัดเลาะ เรียบริมโขง สัมผัสวิถีชีวิตชุมชน

by Gotz
879 views

ครั้งหนึ่งที่บึงกาฬ ลัดเลาะ เรียบริมโขง สัมผัสวิถีชีวิตชุมชน กับความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่อพญานาคพร้อมชมหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ จัดโครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP Village) 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านสะง้อ บ้านห้วยเล็บมือ บ้านหนองคังคา บ้านหนองเดิ่นท่า บ้านบุ่งคล้าเหนือ เพื่อสัมผัสธรรมชาติ ชมสถานที่ท่องเที่ยว ศิลปหัตถกรรม วิถีชีวิตในชุมชน เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนและผลิตภัณฑ์ OTOPเพื่อนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจและสังคมแบบยั่งยืนต่อไป

สะง้อ หมู่บ้านเล็กๆติดลำน้ำโขง เหนือสุดแดนอีสาน มีทัศนียภาพสวยงาม เหลืองอร่ามด้วยทุ่งนา ฉากหน้าเต็มไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่เรียงลายราววาดไว้ ยามพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้าและลาลับ แสงแดดสีทองส่องประกายระยิบระยับกับแม่น้ำโขงดั่งต้องมนต์ ให้กลับมาเยือนอีกครั้ง นี่คือเสน่ห์ของบ้านสะง้อ ที่แปลว่า “บ้านที่ไปยาก”

นอกจากความงดงามแล้วยังมี วัดโพธิ์ชัยนิมิตที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ที่มาพบปะ จัดงานสำคัญของหมู่บ้าน มีต้นโพธิ์อายุกว่า 300 ปี ที่แผ่กิ่งก้านให้ความร่นเย็น เป็นสุข แก่ชาวชุมชน หากใครไปเยือนก็ไม่ควรพลาดสถานที่แห่งนี้

ของดีบ้านสะง้อทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองมักโคลนดารานาคื เป็นผ้าที่สัมผัสนุ่ม เย็น มีน้ำหนัก พิถีพิถันในการทำ ผ้าแต่ละผืนต้องใช้เทคนิคในการย้อมด้วยสีธรรมชาติจากเปลือกหมากค้อเขียว และชมพู่ม่าเหมี่ยว เพื่อให้ได้สีเอิร์ธโทน จากนั้นนำไปหมักในบ่อโคลนเพื่อให้เกิดความนุ่ม เย็นสบาย มาจากความเชื่อว่าบ่อโคลนเป็นแหล่งกำเนิดของบั้งไฟพญานาค ที่ทำให้ชีวิตมีความร่มเย็น จึงเป็นที่มาของชื่อ “โคลนนาคี”

พระธาตุนาเหนือ อีกหนึ่งวัดศักดิ์สิทธิ์ของชาวไทยพวนที่มีประวัติยาวนาน ปัจจุบันเหลือเพียงโครง เพราะผุพังตามกาลเวลา มีเพียงภาพวาดตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเพื่อให้ลูกหลานได้เห็นถึงความงามในอดีตของพระธาตุนาเหนือ

บ้านห้วยเล็บมือ ชุมชนสองศาสนา แต่เดิมชาวบ้านห้วยเล็บมือเป็นชาวเผ่าไทเทิง แขวงคำม่วน ประเทศลาว ได้อพยพตามลำน้ำหินบูน สู่ลำน้ำโขง เมื่อเกิดสงครามศึกฮ่อ ชาวบ้านบางส่วนหนีได้และบางส่วนถูกจับไปเป็นทาส ต่อมาคุณพ่อลาเลกซ์ บาทหลวงชาวฝรั่งเศสได้ช่วยไถ่ชีวิตชาวบ้านให้เป็นอิสระ และเผยแพร่ศาสนาให้แก่ผู้ที่สนใจ บ้านห้วยเล็บมือเป็นหมู่บ้านคาทอลิกตั้งแต่แรกเริ่ม มีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานแบบคริสต์หล่อหลอรวมกันกับวิถีชีวิตความเชื่อริมฝั่งโขง

ในแต่ละหมู่บ้านจะมีลานกิจกรรมหรือศูนย์รวมของชาวชุมชน บ้านห้วยเล็บมือก็เช่นกัน ภายใต้บริเวณต้นจามจุรีขนาดใหญ่อายุกว่า 100 ปีของหมู่บ้าน ที่แผ่กิ่งก้านให้ความร่มเย็น ตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งโขงเปรียบเสมือนอุ้งมือของผู้หญิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่มีชาวบ้านไปทอดแหหาปลาที่ลำหวยท้ายหมู่บ้านพบวัตถุคล้ายเล็บมือผู้หญิง จึงได้นำมาตั้งชื่อหมู่บ้าน และในบริเวณเดียวกันยังมีโบสถ์คาทอลิกที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชุมชนห้วยเล็บมืออีกด้วย

บ้านห้วยเล็บมือ มีความอุดมสมบูรณ์ของดินจึงเหมาะกับการปลูกสับปะรดชั้นดีพันธุ์ปัตตาเวีย ที่สามารถคว้ารางวัลรสชาติหวานอร่อยมาครอง ต่อยอดด้วยการนำเนื้อสับปะรดมาแปรรูปเป็นแยม หรือกวน เปลือกสามารถทำเป็นน้ำยาซักผ้า หรือครีมอาบน้ำได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีชารสชาติดีที่ผลิตจากใบสิรินธรวัลลีหรือต้นสามสิบสองประดง ไม้ป่าหายากพบครั้งแรกที่ภูหอกน้อย กรมป่าไม้ได้ขอพระราชทานการตั้งชื่อด้วยการใช้พระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในชื่อ “สิรินธรวัลลี” มีสรรพคุณมากมายแก้ปวดแสบปวดร้อน แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ลมพิษ ภูมิแพ้ต่างๆ ฯลฯ ชาวบ้านได้นำมาแปรรูปเป็นใบชา เป็นสินค้า OTOP เคียงคู่กับผลผลิตที่แปรรูปจากสับปะรดปัตตาเวีย

ภูทอกน้อย ในบ้านห้วยเล็บเป็นจุดชมวิวริมแม่น้ำโขง เชื่อกันว่าที่นี่เป็นป่าชุมชน มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือ คือ พระแม่มารีย์ พร้อมไม้กางเขนขนาดใหญ่ รวมทั้งพระพุทธรูป และเป็นสถานที่สำคัญ ซึ่งเป็นดินแดนสองศาสนา ช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี ชาวคริสตชนในจังหวัดบึงกาฬ จะมารวมตัวกันเพื่อสรรเสริญความรักของพระเจ้า

บ้านบุ่งคล้าเหนือ ในอดีตเป็นพื้นที่ไร่สวน ต่อมามีโรคระบาดเกิดขึ้นที่บ้านหนองเดิ่นเหนือ ชาวบ้านจึงอพยพมาตั้งบ้านเรือนที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านทิศเหนือของลำห้วยทรายเป็นจำนวนมาก ด้วยความใกล้ชิดกับสายน้ำริมฝั่งโขงชาวบ้านจึงมีความเชื่อในเรื่องของพญานาคจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวบ้านบ้านบุ่งคล้าเหนือ ของดีบ้านบุ่งคล้าเหนือ ไม้กวาดจากดอกแขม ซึ่งหาได้ในพื้นที่มีมากมายริมทาง ชาวบ้านจึงนำมาผลิตเป็นไม้กวาดคุณภาพดี กลายเป็นสินค้า OTOP ของหมู่บ้าน รวมกล้วยน้ำว้ารสชาติดีที่นำมาแปรรูปเป็นกล้วยฉาบสินค้า OTOP ที่มีคุณภาพไม่ควรพลาด

ศาลปู่โต่ง เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบุ่งคล้า ที่ช่วยปกปักรักษาคุ้มครองชาวบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ชาวบ้านมักมาขอพรขอโชค ขอลาภ ขอความรักจากศาลปู่โต่ง ซึ่งมีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า ปู่โต่งเป็นคนดีมีศีลธรรม วันหนึ่งปู่โต่งกินแกงปลาไหลใส่มะละกอ แล้วกระหายน้ำมาก จึงลงไปกินน้ำในแม่น้ำกระดิ่งตรงจุดที่เป็นแม่น้ำสองสี ร่างของปู่โต่งครึ่งบนกลายเป็นงูจึงระลึกได้ว่าตัวเองเป็นเทพที่ถูกส่งลงมาให้ช่วยรักษาดินแดนแคว้นนี้ ผู้ใดมีเรื่องเดือดร้อนเมื่อมาขอพรจะประสบผลสำเร็จ แต่ห้ามใส่ชุดแดงหรือโพกผ้าแดงเด็ดขาด เพราะเป็นสีประจำตัวปู่โต่ง

ลานพญานาค หาดท่าสำราญ พื้นที่ทางธรรมชาติมีลักษณะเป็นหาดทรายสามารถลงเล่นน้ำได้ และยังเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพญานาคพ่อปู่ศรีสุทโธจำลอง ที่ชาวบ้านเคารพนับถืออีกด้วย จุดบรรจบของแม่น้ำสองสี อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด ล่องเรือชมความมหัศจรรย์ของลำน้ำโขงที่แยกสายสีเขียวและสีน้ำตาลอย่างชัดเจน สายสีเขียวมรกตมาจากแม่น้ำกระดิ่งฝั่งลาว

บ้านหนองเดิ่นท่า บรรพบุรุษของชาวบ้านหนองเดิ่นท่าอพยพมาจากเมืองมหาชัยฝั่งประเทศลาวเมื่อปี พ.ศ.2350 มีนายโต๊ะ นายมี นายสี แจวเรือทวนน้ำโขง เพื่อหาที่อุดมสมบูรณ์ในการประกอบอาชีพและตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ริม “หนองเดิ่น” ต่อในปี 2361 นายก่ำ โคตะมี ได้พบที่ตั้งใหม่ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำฝั่งโขง จึงตั้งชื่อเดิมแต่ต่อท้ายด้วย “ท่า” เพราะอยู่ท่าน้ำริมโขง

หาดสีดา หาดทรายขาวสะอาดยาว 2.5 ก.ม. แหล่งท่องเที่ยวริมฝั่งโขงของชาวบ้านหนองเดิ่นท่า และใช้เป็นแหล่งอนุรักษ์ประเพณีในวันสำคัญต่างๆ กลุ่มแม่บ้านจักรสานบ้านหนองเดิ่นท่า ได้ค้นหาพืชที่มีมากมายในบึงกาฬ จนพบว่าต้นคล้ามีคุณสมบัติเหนียว คงทน ทำความสะอาดง่าย จึงได้เริ่มนำมาต้นคล้ามาสานเป็นกระติบข้าวเหนียว ปรากฏว่าทนทานกว่าไม้ไผ่ กลายเป็นสินค้ายอดนิยม ต่อยอดด้วยการนำมาทำกระเป๋า เครื่องสานต่างๆ สินค้า OTOP ที่ชาวบ้านหนองเดิ่นท่าภูมิใจ

บ้านหนองคังคา บรรพบุรุษของบ้านหนองคังคาอพยพหนีภัยสงครามมาจากทุ่งเชียงคำฝั่งประเทศลาว ความอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ทำให้เกิดภูมิปัญญาในการทำงานศิลปหัตถกรรมต่างๆ ผ้าขาวม้าเป็นผ้าสารพัดประโยชน์ที่มีลวดลายแตกต่างกันไป ชาวบ้านหนองคังคานำผ้าขาวม้ามาประดิษฐ์เป็นของชำรวยสีสันสดใส พวงกุญแจ กระเป๋า มีให้เลือกมากมายเหมาะสำหรับซื้อเป็นของฝาก นอกจากนี้ยังมีประดิษฐ์ พิณโดยใช้ไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ต่ไม่ควรใช้ไม้เนื้อแข็ง มี 2 รูปแบบ แบบโปร่งและแบบทึบ

หินสามวาฬ ว่ากันว่ามีอายุกว่า 75 ล้านปี ลักษณะเป็นก้อนหินขนาดมหึมาวางเรียงกัน 3 ก้อน มองไกลมองจากระยะไกลจะคล้ายฝูงปลาวาฬ พ่อ แม่ ลูก กำลังว่ายน้ำ จึงเรียกกันว่า”หินสามวาฬ” ที่นี่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในภูสิงห์ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้น กำลังไต่ระดับขึ้นขอบฟ้า เราจะได้เห็นแสงสีส้มที่ไล่เฉดสีสวยงาม ทิวทัศน์เบื้องหน้า ของป่าภูวัว ห้วยบังบาตร แก่งสะดอก หาดทรายแม่น้ำโขงและภูเขาเมืองปากกระดิ่ง ประเทศลาว และเห็นแม่น้ำโขงอยู่ไกลลิบๆ

แก่งอาฮง หรือจุดชม “สะดือแม่น้ำโขง” ณ วัดอาฮงศิลาวาส เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวจังหวัด 21 กิโลเมตร เป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุดไม่สามารถวัดความลึกได้ กระแสน้ำไหลเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ สังเกตได้จากเมื่อมีวัสดุหรือซากไม้ขนาดใหญ่ลอยมาเมื่อถึงบริเวณนี้ สิ่งของต่างๆ จะหมุนวนอยู่ประมาณ 30 นาที จึงจะไหลต่อไป ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น “สะดือแม่น้ำโขง” มีความกว้างประมาณ 300 เมตร ในฤดูน้ำลด มีความกว้างราว 400 เมตร สามารถมองเห็นแก่งได้ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งจะมีกลุ่มหินที่ปรากฏบริเวณ แก่งอาฮง จะมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวของบึงกาฬแล้ว ยังเป็นจุดชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ “บั้งไฟพญานาค” ในช่วงออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 บริเวณหน้า “วัดอาฮงศิลาวาส” แห่งนี้ เล่าต่อกันมาว่า ถัดไปทางฝั่งลาวใกล้กับจุดที่เป็นสะดือแม่น้ำโขง จะมีถ้ำใต้โขดหินใหญ่อยู่ใต้น้ำ เป็นที่อยู่อาศัยของปลาบึกและเป็นที่ชุมนุมของเหล่าพญานาค ในช่วงวันออกพรรษา เพื่อมาร่วมทำบุญด้วยการปล่อยลูกไฟเป็นพุทธบูชาร่วมกับมนุษย์ ทำให้สถานที่แห่งนี้มีลูกไฟ หรือที่เรียกกันว่า บั้งไฟพญานาค โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำเป็นจำนวนมาก

 

“บึงกาฬ” จังหวัดที่ 77 ของไทย เมืองรอง ต้องชม เหนือสุดแดนอีสาน แหล่งอารยธรรมริมฝั่งแม่น้ำโขง รอการมาเยียนจากนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความงดงามตามธรรมชาติ แวดล้อมไปด้วยภูเขาและน้ำตกที่สวยงาม พร้อมสินค้า OTOP จากภูมิปัญญาชาวบ้าน

Please follow and like us:

Related Articles